Chat with us, powered by LiveChat

คดีหมิ่นประมาท (มาตรา 326-331)

สู้คดีหมิ่นประมาท

A. ข้อกฎหมายและองค์ประกอบกฎหมายความผิดฐานหมิ่นประมาท

B. ฟ้องหรือแจ้งความคดีหมิ่นประมาท ต้องเตรียมพยานหลักฐานอะไรบ้าง

C. อัตราโทษคดีหมิ่นประมาท

D. สู้คดีหมิ่นประมาทอย่างไรให้ชนะ

E. รู้กฎหมาย รู้จักทนาย ไม่เสียเปรียบ

 

*************************************** 

A. ข้อกฎหมายและองค์ประกอบกฎหมายความผิดฐานหมิ่นประมาทในประเทศไทยนั้นกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ดังนี้:

 

### ข้อกฎหมาย:

**ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326**

"ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

 

### องค์ประกอบกฎหมาย:

1. **การใส่ความ**:

   - ผู้กระทำต้องพูด เขียน หรือถ่ายทอดข้อมูลในรูปแบบใด ๆ ที่เป็นการใส่ความผู้อื่น

   - ข้อมูลที่ใส่ความต้องเป็นข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใส่ความจริง ๆ

 

2. **ทำต่อบุคคลที่สาม**:

   - การใส่ความต้องทำให้บุคคลที่สามรับทราบ มิใช่ผู้ถูกใส่ความเพียงคนเดียว

 

3. **ผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือความนับถือตัว**:

   - การใส่ความต้องมีผลกระทบที่ทำให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

 

### ข้อยกเว้น:

- ข้อความที่เป็นการใส่ความตามมาตรา 326 แต่ถ้าหลักฐานสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ถูกพูดเขียนนั้นเป็นความจริง จะเป็นการยกเว้นโทษได้ตามมาตรา 329

 

### สรุป:

ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม มีผลกระทบให้ผู้ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งมีโทษทางอาญาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

 

*************************************** 

 

B. สำหรับการฟ้องหรือแจ้งความในคดีหมิ่นประมาท ผู้เสียหายควรเตรียมพยานหลักฐานดังต่อไปนี้:

 

### 1. หลักฐานเกี่ยวกับข้อความหมิ่นประมาท

- **ข้อความต้นฉบับ**: เช่น เอกสาร, จดหมาย, สื่อสังคมออนไลน์ (โพสต์, คอมเมนต์)

- **สำเนาเอกสาร**: ถ่ายสำเนาข้อความเหล่านี้สำหรับการยื่นต่อเจ้าหน้าที่

- **ภาพถ่ายหรือวิดีโอ**: หากเป็นการพูดหรือทำผ่านสื่อที่สามารถบันทึกภาพหรือเสียงได้

 

### 2. พยานบุคคล

- **พยานที่รับรู้ข้อความหมิ่นประมาท**: บุคคลที่ได้ยิน, เห็น หรือรับรู้ข้อความหมิ่นประมาทนั้น

- **พยานอ้างอิง**: บุคคลที่สามารถยืนยันว่าข้อความดังกล่าวมีผลกระทบทางลบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหาย

 

### 3. หลักฐานผลกระทบที่เกิดขึ้น

- **หลักฐานทางการแพทย์**: หากเกิดผลกระทบทางจิตใจ ความเครียด อาจต้องมีใบรับรองแพทย์

- **หลักฐานการสูญเสียทางธุรกิจ**: ถ้ามีผลต่อการทำงานหรือธุรกิจ เช่น สัญญาที่ถูกยกเลิก, ข้อความบันทึกจากลูกค้าหรือบุคคลที่มีผลกระทบ

 

### 4. เอกสารส่วนตัว

- **บัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน**: ของผู้เสียหายในการยื่นคำร้อง

- **เอกสารที่บ่งบอกการเป็นเจ้าของหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องหมิ่นประมาท**: เช่น ใบทะเบียนการค้า, บัตรพนักงาน

 

### 5. คำร้องหรือฟ้อง

- **คำร้องหรือคำฟ้องที่เตรียมไว้**: เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ การใส่ความ ข้อความที่หมิ่นประมาท และผลกระทบ

 

### ขั้นตอนการยื่นคำร้อง

1. **ไปที่สถานีตำรวจ**: นำพยานหลักฐานทั้งหมดไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ

2. **ให้คำสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ**: เล่าเหตุการณ์และนำเอกสารพยานหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

3. **เจ้าหน้าที่รับคำร้อง**: เจ้าหน้าที่จะทำบันทึกประจำวันและนำส่งให้พนักงานสอบสวน

4. **ติดตามคดี**: สอบถามความคืบหน้าจากพนักงานสอบสวนเป็นระยะ ๆ

 

### คำแนะนำเพิ่มเติม

- **ปรึกษาทนายความ**: แนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อความแน่นอนในการเตรียมเอกสารและการดำเนินคดี

- **เก็บหลักฐานให้ชัดเจน**: ต้องตรวจสอบให้ข้อความหรือหลักฐานต่าง ๆ ชัดเจนและไม่ได้ถูกแก้ไข

 

การฟ้องหรือแจ้งความในคดีหมิ่นประมาทต้องมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและชัดเจน เพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะคดีหรือเพื่อให้เจ้าพนักงานใช้ดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

***************************************

 

C. ในประเทศไทย อัตราโทษสำหรับคดีหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มีรายละเอียดดังนี้:

 

### มาตรา 326:

- **โทษจำคุก:** ไม่เกิน 1 ปี

- **โทษปรับ:** ไม่เกิน 20,000 บาท

- หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

### มาตรา 328 (หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา):

- **โทษจำคุก:** ไม่เกิน 2 ปี

- **โทษปรับ:** ไม่เกิน 200,000 บาท

- หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นอกจากนี้หากการหมิ่นประมาทนั้นมีผลกระทบรุนแรง สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเพิ่มเติมได้ด้วย

 

***************************************

 

D. การสู้คดีหมิ่นประมาทให้ชนะต้องมีการวางแผนและพิจารณาในหลายๆ ด้าน นี่คือขั้นตอนที่สามารถใช้เป็นแนวทาง:

 

### 1. ตรวจสอบข้อเท็จจริง

- **รวบรวมหลักฐาน:** เก็บรวบรวมหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ความถูกต้องของคำพูดหรือข้อความที่ถูกกล่าวหา เช่น ทรานสคริปต์, รูปภาพ, หลักฐานจากโซเชียลมีเดีย หรือวิดีโอ

- **พยานหลักฐาน:** หาและนำนักพยานที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงมาให้การในศาล

 

### 2. ปรึกษาทนายความ

- **ทนายเฉพาะทาง:** เลือกทนายความที่มีประสบการณ์ในการว่าความคดีหมิ่นประมาท

- **กลยุทธิต่อสู้คดี:** รับฟังคำแนะนำและวางแผนการต่อสู้คดีร่วมกับทนายความ

 

### 3. ตรวจสอบคำพิพากษาศาล

- **ประเด็นข้อกฎหมาย:** ศึกษาคำพิพากษาศาลในคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการต่อสู้คดี

- **ข้อยกเว้น:** หาเหตุอันสมควรหรือข้อยกเว้นในกฎหมายที่สามารถนำมาใช้ป้องกันตัว เช่น การวิจารณ์โดยสุจริต, การพิสูจน์ว่าเป็นความจริง, หรือการแสดงความคิดเห็นในกรอบของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

 

### 4. สื่อสารอย่างระมัดระวัง

- **ความระมัดระวัง:** เมื่อถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้อง อย่าแสดงข้อมูลที่อาจทำให้สถานการณ์เสียหายมากยิ่งขึ้น

- **การพูด:** ถ้าจำเป็นต้องแสดงความคิดเห็น ควรแสดงเป็นข้อเท็จจริงและมีหลักฐานรองรับ

 

### 5. การต่อสู้ในศาล

- **การเตรียมตัว:** เตรียมตัวอย่างดีสำหรับการให้การในศาล รวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน

- **การสอบสวนพยาน:** ใช้สิทธิตามกฎหมายในการสอบถามและพิสูจน์ว่าผู้กล่าวหาหรือพยานมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

 

### 6. การเจรจา

- **การเจรจาไกล่เกลี่ย:** ในบางกรณีอาจพิจารณาเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดโดยรวม

 

การสู้คดีหมิ่นประมาทให้ชนะต้องอาศัยการดำเนินการอย่างระมัดระวังและรอบคอบ รวมถึงการได้รับความช่วยเหลือจากทนายความที่มีความสามารถและประสบการณ์ในด้านนี้

 

***************************************

 

E. รู้กฎหมาย รู้จักทนาย ไม่เสียเปรียบ

การรู้กฎหมายและรู้จักใช้ประโยชน์จากทนายความเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณไม่เสียเปรียบในคดีต่าง ๆ ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำสำคัญ:

 

### **รู้กฎหมาย**

1. **ศึกษากฎหมายเบื้องต้น**:

   - เรียนรู้หลักการและข้อกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีของคุณ เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง ฯลฯ

   - ใช้แหล่งข้อมูลออนไลน์, หนังสือกฎหมาย หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความเข้าใจ

 

2. **รู้สิทธิและหน้าที่**:

   - ศึกษาสิทธิ์ของตนเอง หน้าที่และข้อบังคับทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

   - เมื่อรู้สิทธิ์แล้ว สามารถปกป้องตนเองและต่อสู้ในกรณีที่ถูกละเมิดได้

 

### **รู้จักทนายความ**

1. **เลือกทนายที่มีความเชี่ยวชาญ**:

   - เลือกทนายที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในคดีที่คุณเผชิญ

   - ทนายที่เคยจัดการคดีคล้ายคลึงหรือมีประวัติที่ดีจะทำให้คุณมั่นใจมากขึ้น

 

2. **สร้างความสัมพันธ์ที่ดี**:

   - สื่อสารอย่างเปิดเผยและซื่อตรงกับทนายความ ให้ข้อมูลทั้งหมดที่เขาต้องการ

   - ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทนายเข้าใจสถานการณ์และพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสม

 

### **วางแผนและเตรียมการ**

1. **รวบรวมหลักฐาน**:

   - เก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญ เช่น เอกสาร, ภาพถ่าย, วิดีโอ หรือพยานบุคคล

   - ทำสำเนาเอกสารสำคัญเพื่อป้องกันการสูญหายหรือเสียหาย

 

2. **จัดการพยาน**:

   - หาพยานที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

   - ทำความเข้าใจและฝึกซ้อมการให้การในศาล

 

3. **เตรียมตัวสำหรับการติดต่อสื่อสาร**:

   - เตรียมคำถาม, ข้อโต้แย้ง, และข้อแนะนำที่สำคัญในการพูดคุยกับทนาย

   - ฝึกตอบคำถามที่อาจเกิดขึ้นในการซักถามในศาล

 

### **ใช้เครื่องมือเสริม**

1. **การวิจัย**:

   - ใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อเข้าใจกฎหมายเพิ่มเติมและเรียนรู้จากกรณีคดีอื่น ๆ

   - ศึกษาผลลัพธ์ของคดีที่คล้ายคลึงเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม

 

2. **แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม**:

   - เข้าร่วมกลุ่มหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย

   - ใช้บริการที่ปรึกษาด้านกฎหมายหรือศูนย์ให้บริการด้านกฎหมายฟรีสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

 

การรู้กฎหมาย รู้จักทนาย และเตรียมการอย่างรอบคอบจะช่วยให้คุณมีความมั่นใจและโอกาสในการต่อสู้คดีได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เสียเปรียบในทุกสถานการณ์

ค้นหาทนายความสู้คดีได้ที่เวปไซต์นี้ https://www.thailand-lawyer.info 

 

 

*************************************** 

 

 

 

 

1. ปรึกษาทนายสู้คดี 099 464 4445  ค้นหาทนายได้ที่เวปไซต์นี้   www.สู้คดี.com

ทนายเล่าเรื่อง ควสมผิดฐานหมิ่นประมาทเกอดขึ้นได้ทุกวัน นับแต่เรามีการสื่อสารไร้พรมแดนครับ

แม้จำเลยทั้งสองจะเป็นสื่อมวลชน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่น ๆ แต่ก็หาอาจกระทำการใด ๆ ที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น การที่จำเลยทั้งสองนำข่าวการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ เคยนำเสนอภาพและข่าวไปก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่ได้ระบุว่าชายหญิงในภาพเป็นใครมาเผยแพร่ซ้ำโดยระบุในเนื้อข่าวว่า ชายในภาพที่กำลังมีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนรักคือโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการก้าวล่วงหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องแจ้งชื่อ ลักษณะแห่งความผิดและพฤติการณ์ต่าง ๆ ต่อพนักงานสอบสวนเป็นหน้าที่ที่ผู้เสียหายต้องกระทำในการร้องทุกข์กล่าวโทษ จะถือว่าโจทก์ยินยอมเปิดเผยชื่อและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชนหาได้ไม่ แม้โจทก์จะเป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็ย่อมมีสิทธิของความเป็นส่วนตัว มิใช่ว่าเมื่อเป็นนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะแล้วจะทำให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวต้องสูญสิ้นไปทั้งหมด การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่มิใช่เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงตาม มาตรา 423 โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณและความเสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของตนโดยประการอื่นตามมาตรา 423 ได้ โดยจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น และแม้จะมีบุคคลอื่นกระทำละเมิดด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับผู้กระทำละเมิดรายนั้น ๆ มิใช่เหตุตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลปรับลดค่าเสียหายที่ตนต้องรับผิดลง แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 34 จะบัญญัติคุ้มครองสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และมาตรา 28 บัญญัติให้ผู้ถูกกระทำละเมิดสามารถยกขึ้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีบทบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้ก็ตาม แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ

**************************************

2. ปรึกษาทนายสู้คดี 099 464 4445  ค้นหาทนายได้ที่เวปไซต์นี้   www.สู้คดี.com 

ทนายเล่าเรื่อง ดูหมิ่นซึ่งหน้าต้องต่อหน้าต่อตากันจริงๆครับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 393 ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยอยู่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า

**************************************

3. ปรึกษาทนายสู้คดี 099 464 4445  ค้นหาทนายได้ที่เวปไซต์นี้   www.สู้คดี.com

ทนายเล่าเรื่อง โกธรกันอย่าให้เกิน 3 เดือน ทางที่ดีไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีไว้ก่อนนะครับ อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นข้อกฎหมายไปดูฎีกานี้ศาลวินิจฉัยไว้อย่างไร

ปัญหาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ในกรณีความผิดอันยอมความได้นั้นอาจเป็นได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กล่าวคือถ้ายังโต้เถียงว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดเมื่อใด ย่อมเป็นปัญหาข้อเท็จจริง หากข้อเท็จจริงที่ได้ความยุติแล้วว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่เมื่อใด และคู่ความโต้เถียงกันเพียงว่าอายุความเริ่มนับแต่เมื่อใดแล้วย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม2526 แต่ร้องทุกข์เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2527 ซึ่งเป็นเวลาเกิน3 เดือน นับแต่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความ อันเป็นการยกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520มาตรา 3 โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้เสียหายเพิ่งจะรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาเพื่อจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้าง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ ย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่เมื่อใด เป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา

**************************************

4. มีปัญหาปรึกษาทนายใกล้คุณ 099 464 4445  ค้นหาทนายใกล้คุณได้ที่เวปไซต์นี้   www.ทนายใกล้คุณ.com

ทนายเล่าเรื่อง กฎหมายคุ้มครองผู้กระทำการโดยสุจริตครับ

ฎีกาที่ 353/2529

    โจทก์รับราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจำเลยที่1เป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาลจำเลยที่2ถึงที่7รับราชการเป็นนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลโดยมีโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่2ถึงที่7ได้ทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อผู้อำนวยการกองโรงพยาบาลภูมิภาคพร้อมส่งเทปบันทึกเสียงซึ่งจำเลยที่1พูดยืนยันตามหนังสือร้องเรียนว่าโจทก์รับสินบนในการรับตนเข้าทำงานบกพร่องเกี่ยวกับศีลธรรมอันดีในกรณีชู้สาวและกระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ทางวินัยจำเลยที่1ที่2ที่3แจ้งต่อคณะกรรมการทำนองเดียวกับหนังสือร้องเรียนต่อมาหนังสือพิมพ์ลงข่าวเกี่ยวกับโจทก์เมื่อพฤติการณ์ที่จำเลยร้องเรียนจากฐานความจริงหรือเหตุการณ์ที่โจทก์ปฏิบัติอยู่ทำให้จำเลยเข้าใจเช่นนั้นโดยจำเลยเข้าใจว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบอาจทำให้ราชการเสียหายและเป็นผู้บกพร่องเกี่ยวกับศีลธรรมอันดีในกรณีชู้สาวซึ่งผิดวินัยข้าราชการแล้วกระทำการดังกล่าวลงไปจึงถือได้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดได้กระทำการโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำจึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา329(1)(3)ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทและไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จด้วย

**************************************

5. ปรึกษาทนายสู้คดี 099 464 4445  ค้นหาทนายได้ที่เวปไซต์นี้   www.สู้คดี.com

ทนายเล่าเรื่อง คดีหมิ่นประมาทว่าด้วยคำพูดที่มีลักษณะของความผิดนั้น แต่การเพิ่มโทษด้วยเหตุไม่เข็ดหลาบนั้นศาลวินิจฉัยไว้อย่างไรไปดูฎีกานี้ครับ

ฎีกาที่ 1442/2495

ด่าเขาว่า "อีร้อยควย อีดอกทอง " เป็นเพียงคำด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย มิใช่เรื่องใส่ความ จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทซึ่งหน้าตาม ก.ม. ลักษณะอาญามาตรา 335(2) แต่ถ้อยคำที่กล่าวตอนต่อจากนั้นว่า " มันเย็ดกันทั่วเมือ ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้น เย็ดกันรอบบ้านเย็ดกับยี่เก ฯลฯ" เหล่านี้มิใช่เป็นคำด่าว่ากันด้วยถ้วยคำหยาบคายธรรมดา แต่เป็นถ้อยคำที่ผู้ด่ากล่ายยืนยันให้เห็นว่าผู้ถูกด่าเป็นหญิงไม่ดี เที่ยวร่วมประเวณีกับคนทั่วไป โดยไม่เลือกสถานที่ จึงเป็นถ้อยคำที่ทำให้ผู้ถูกด่าเสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้ผู้อืนดูหมิ่น เกลียดชังได้จึงเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 282 มิใช่เรื่องประมาทซึ่งหน้า

คดีหมิ่นประมาท ซึ่งโจทก์ร้องขอให้พิสูจน์ความจริง ตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 284 นั้น เมื่อปรากฏว่าในชั้นต้นจำเลยปฏิเสธว่ามิได้ทำผิด จนเมื่อศาลสืบพยานไปสิ้นแล้ว จำเลยจึงกลับรับสาราพว่าได้ทำผิดตามฟ้อง ศาลสอบถามถึงเรื่องที่โจทก์ขอให้พิสูจน์ความจริง จำเลยก็แถลงว่า ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เช่นนี้ คดีเข้าลักษณะที่ว่าศาลได้บังคับให้จำเลยพิสูจน์ความจริง แต่จำเลยพิสูจน์ให้เห็นจริงมิได้ ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 384 แล้ว คดีจึงลงโทษจำเลยตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 284 ได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2496)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 282,284,335(2) และขอให้เพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบด้วย จำเลยรับสารภาพตลอดถึงข้อเพิ่มโทษด้วย แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยผิดตามมาตรา 339 ซึ่งเป็นผิดฐานลหุโทษ ยันจะเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบไม่ได้ จึงไม่ได้กล่าวถึงการเพิ่มโทษด้วย โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยควรมีผิดตามมาตรา 282 284 ในเรื่องเพิ่มโทษหรือไม่ ไม่ได้โต้เถียงกัน ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยผิดตามมาตรา 282 ซึ่งอาจเพิ่มโทษตามมาตรา 72 ได้แล้ว ศาลอุทธรณ์ก็ต้องเพิ่มโทษจำเลยตามฟ้องด้วย จะถือว่าฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้ขอให้เพิ่มโทษไม่ได้

**************************************

6. ปรึกษาทนายสู้คดี 099 464 4445  ค้นหาทนายได้ที่เวปไซต์นี้   www.สู้คดี.com

ทนายเล่าเรื่อง ฟ้องหมิ่นประมาทต้องบรรยายให้ครบองค์ประกอบของความผิด

ฎีกาที่ 375/2562

ในคดีหมิ่นประมาท ถ้อยคำพูด หรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาท ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 วรรคสอง โจทก์ต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้บรรยายฟ้องไว้ ถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 ประสงค์ให้ลงโทษ แม้จะฟังได้ว่าจำเลยพูดและติดภาพถ่ายโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจริง ก็ไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่

*************************************** 

7. มีปัญหาปรึกษาทนายใกล้คุณ 099 464 4445  ค้นหาทนายใกล้คุณได้ที่เวปไซต์นี้   www.ทนายใกล้คุณ.com 

ทนายเล่าเรื่อง องค์ประกอบความผิดต้องบรรยายฟ้องให้ครบ

ฎีกาที่ 1975/2562

กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) เป็นการเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณด้วยการหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรงนั้น มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องระบุมาในคำฟ้องให้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ผู้รับกล่าวถ้อยคำอย่างไร เมื่อใด ต่อใคร เพื่อเป็นข้อที่จะให้ศาลพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้หรือไม่ ลำพังแต่การบรรยายว่าจำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายครั้ง โดยไม่มีรายละเอียดว่า ด่าว่าอย่างไร เหตุเกิดเมื่อใด ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ให้การต่อสู้ว่า ฟ้องในส่วนนี้เคลือบคลุม แม้โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์ว่า "อีเหี้ย" และกล่าวว่า "มึงเอาน้ำกูไปใช้กี่ครั้งแล้ว" แต่ตามคำเบิกความของโจทก์ก็ปรากฏว่า โจทก์จำวันเวลาเกิดเหตุไม่ได้ ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แจ้งชัด และไม่ใช่เรื่องที่โจทก์จะไปนำสืบในรายละเอียดได้ ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเคลือบคลุม และเมื่อฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ว่า "อีเหี้ย" คำนี้จึงไม่เป็นประเด็นพิพาทที่โจทก์จะนำสืบได้ จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้รับฟัง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1)

***************************************

8. ปรึกษาทนายสู้คดี 099 464 4445  ค้นหาทนายได้ที่เวปไซต์นี้   www.สู้คดี.com

ทนายเล่าเรื่อง หมิ่นประมาททนายความ

ฎีกาที่ 3920/2562

ข้อความที่จำเลยกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆไป เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าข้อความที่กล่าวถึงนั้นถึงขั้นที่ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทซึ่งเป็นทนายความน่าจะเสียชื่อเสียง บุคคลอื่นดูหมิ่น เกลียดชังหรือไม่ มิใช่พิจารณาตามความรู้สึกของผู้ถูกหมิ่นประมาทแต่ฝ่ายเดียว ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่า "เอาทนายเฮงซวยที่ไหนมา สถุล" นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายของคำว่า "เฮงซวย" ว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คุณภาพต่ำ ไม่ดี เช่น คนเฮงซวย ของเฮงซวย เรื่องเฮงซวย ส่วนคำว่า "สถุล" ให้ความหมายว่า หยาบ ต่ำช้า เลวทราม (ใช้เป็นคำด่า) เช่น เลวสถุล เช่นนี้ แม้ถ้อยคำที่จำเลยด่าโดยการกล่าวว่าทนายเฮงซวย เป็นเพียงการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทโจทก์ อันเป็นการพูดดูหมิ่นเหยียดหยามให้อับอายเจ็บใจ แต่ยังไม่เป็นการใส่ความให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังก็ตาม แต่เมื่อฟังประกอบกับถ้อยคำตอนท้ายว่า "สถุล" แล้ว วิญญูชนทั่วไปจึงอาจเข้าใจว่า โจทก์ซึ่งเป็นทนายความเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คุณภาพต่ำ ไม่ดีและเป็นไปในทางหยาบ ต่ำช้า เลวทราม ถ้อยคำดังกล่าวจึงอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันอาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้

**************************************

9. มีคดีที่ศาลใหน ให้ทนายในเครือข่ายของเราช่วยท่าน ปรึกษาทนายความของเราได้ที่ 099 464 4445  ค้นหาทนายในเครือข่ายของเราได้ที่เวปไซต์นี้   www.เครือข่ายทนายความ.com 

ทนายเล่าเรื่อง หมิ่นประมาททางหนังสือพิมพ์

ฎีกาที่ 3493/2562

พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ "ผู้พิมพ์" หมายความว่า บุคคลซึ่งจัดการและรับผิดชอบในการพิมพ์ "ผู้โฆษณา" หมายความว่า บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดให้สิ่งพิมพ์แพร่หลายด้วยประการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขายหรือให้เปล่า "บรรณาธิการ" หมายความว่า บุคคลผู้รับผิดชอบในการจัดทำ และควบคุมเนื้อหาข้อความหรือภาพที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ รวมทั้งวัสดุหรือเอกสารที่แทรกในหนังสือพิมพ์โดยความเห็นชอบของบรรณาธิการด้วย จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดของบุคคลผู้เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ต้องรับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหาข้อความหรือภาพที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ รับผิดชอบในการพิมพ์ และรับผิดชอบในการจัดให้สิ่งพิมพ์แพร่หลายด้วยประการใด ๆ จำเลยที่ 2 ในฐานะบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ ท. จึงต้องรับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหาข้อความหรือภาพที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ท. มิให้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เมื่อกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณามีหน้าที่กระทำการดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 2 กลับไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบ คัดเลือก หรือควบคุมข่าวที่ลงพิมพ์ โดยปล่อยให้มีการตีพิมพ์ข้อความในหนังสือพิมพ์ ท. ที่ไม่เป็นความจริง กระทบสิทธิและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นการไม่รักษาจริยธรรมของสื่อมวลชน อันเป็นการกระทำการโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคท้าย ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดและต้องรับผิดในข้อความที่ลงพิมพ์ หากข้อความนั้นเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 83

ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ป.อ. มาตรา 332 (2) ให้อำนาจศาลสั่งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ดังนั้น แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาขอโทษโจทก์ในหนังสือพิมพ์ โดยมิได้มีคำขอให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ แต่เมื่อเป็นอำนาจของศาล การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ ท. 3 ครั้ง ภายใน 1 เดือน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขออันต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2562)

**************************************

10. อยู่กรุงเทพ ปรึกษาทนายกรุงเทพ 099 464 4445  ค้นหาทนายความได้ที่เวปไซต์นี้: www.ทนายกรุงเทพ.com

ทนายเล่าเรื่อง ความผิดหมิ่นประมาทแถมด้วย พรบ.คอมฯด้วย

ฎีกาที่ 2778/2561

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า " (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน " โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า " (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา " กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยจึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 328 การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นบทความผิดฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

************************************** 

Visitors: 45,852